วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564

การทำของเล่นหุ่นชักอย่างมีคาแร็กเตอร์ Round 2nd

การทำของเล่นหุ่นชักอย่างมีคาแร็กเตอร์  Round 2nd 

          รอบนี้เราจะมาทำหุ่นชักให้มีคาแร็กเตอร์ (Character)  งานตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นผลงานของนักศึกษาสาขาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ ภาควิชาเทคโนโลยีศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มจพ. 

          โจทย์ คือให้ทำหุ่นชักตามคาแร็กเตอร์ของตัวเอง  

          วิธีคิด   ตีความโจทย์   เป็นการ์ตูนบุคลิกลักษณะที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนของตัวตนตัวเอง   ไม่ใช่ทำการ์ตูนที่ตัวเองชอบหรือที่อยู่ในจินตนาการนะ


วิธีทำ 

          ขั้นตอนที่ 1  สำรวจตัวเอง   มีลักษณะทางกายภาพอย่างไร เช่น  เป็นสาวตาโต  ใส่แว่นตากลม    ชอบใส่รองเท้าผ้าใบผูกเชือกที่รองเท้า    ชอบใส่กระโปรงสั้น  ชอบใส่เสื้อยืด   ชอบใส่หมวก    เป็นคนชอบยิ้ม อารมณ์ดี ฮา ๆ หน่อย    ชอบสีสดใส   เป็นต้น

          ขั้นตอนที่ 2  วาดการ์ตูนคาแร็กเตอร์ตัวเองบนกระดาษ  80 ปอนด์   ด้วยดินสอ

          ขั้นตอนที่ 3  ลงลายเส้นรอบนอกด้วยสีเมจิก

          ขั้นตอนที่ 4  เก็บรายละเอียด   ลงสีเพิ่มเติมให้สมบูรณ์   เช่น  มีกระดุม  มีระบายจีบที่กระโปรง   มีรองเท้า   มีหูกระต่าย   เป็นต้น

          ขั้นตอนที่ 5  ตัดกระดาษด้วยกรรไกร  ให้ขอบคม  ไม่ขยุกขยุย  ตัดด้วยความประณีต

          ขั้นตอนที่ 6 นำกระดาษ 80 ปอนด์รูปการ์ตูนมาติดบนกระดาษกล่องรองเท้า เพื่อทำให้การ์ตูนมีความหนา  แข็งแรง 

          ขั้นตอนที่ 7  เมื่อกาวแห้งดีแล้ว  เจาะรูที่แขนซ้ายขวา  ขาซ้ายและขวา 

          ขั้นตอนที่ 8  เจาะรูที่ลำตัว บริเวณแขน และขา ทั้งสองข้าง เพื่อเตรียมสอดลวด

          ขั้นตอนที่ 9  เจาะรูที่แขนทั้งสองข้าง  และขาทั้งสองข้าง    เพื่อร้อยด้ายที่แขนขาทั้งสี่    ตามแบบ

ขั้นตอนที่ 10  รวมตัวกับแขนและขาเข้าด้วยกันด้วยลวด   โดยตัดลวดยาวประมาณ 1 นิ้ว  พับเป็นรูปตัวยู (U)   ค่อย ๆ สอดลวดลงไปทีละด้าน  เว้นด้านหน้าไว้  แต่ก่อนจะสอดลวดอีกด้าน  หากมีกระดิ่ง ควรสอดกระดิ่งก่อน

ขั้นตอนที่ 11  ประกอบร่างทั้งหมด  แล้วร้อยด้ายเพื่อทำสายชักหุ่น  

ขั้นตอนที่ 12  ทดลองขยับ   หากแน่นไปให้คลายลวดออกเล็กน้อย   หากหลวมไปให้บีบลวดให้แน่นอีกเล็กน้อย          

 





ขอให้เพื่อน ๆ ลองทำ  และเล่นให้สนุกนะคะ

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การทำของเล่นหุ่นชัก Round 1st

การทำของเล่นหุ่นชัก  Round 1st   15 มีนาคม 2564

          การทำของเล่นสำหรับเด็กประถมศึกษา  เด็ก ๆ สามารถนำกล่องรองเท้ามารองเป็นพื้นหลังเพื่อให้หุ่นที่เราวาดในกระดาษสีขาวแข็งแรงขึ้น  ด้วยการติดกาวให้เรียบ

          วัสดุอุปกรณ์

          กระดาษสีขาว  สำหรับวาดการ์ตูนที่เราอยากได้  เช่น  วาดเป็นตัวเราเอง  วาดสัตว์เลี้ยงของเรา  วาดการ์ตูนที่เราชอบ

          ดินสอ  สำหรับร่างภาพก่อน   แล้วใช้สีเมจิกวาดตามรอยดินสอเพื่อให้มีสีเข้มขึ้น

          กรรไกรตัดกระดาษ    ตัดกระดาษตามรอยรอบนอกของการ์ตูนที่เราวาด

          กาว    นำกระดาษรูปการ์ตูนที่วาดแล้ว  มาติดลงบนกระดาษกล่องรองเท้า

          ที่เจาะรูกระดาษ   อาจใช้ลวด  หรือไม้เสียบลูกชิ้นแหลม ๆ

          ลวดและไม้เสียบลูกชิ้น   ใช้รวมแขน  และขา  เข้ากับลำดัว  และเป็นตัวดึงหุ่น

          ด้าย     สำหรับผูกตามแนว

          กระดิ่ง  ใช้หรือไม่ใช้ก็ได้  แต่หากเราติดกระดิ่ง   เวลาดึงหุ่นจะมีเสียงกรุ๊งกริ้ง  เพิ่มความน่ารัก

          วิธีทำ

1.       วาดรูปการ์ตูนบนกระดาษขาวด้วยดินสอ  โดยวาดแยกชิ้นส่วน   แขนสอง

ข้าง  ขาสองข้าง  ตัวติดกับลำตัว  ใส่หมวก ใส่แว่น  ใส่หนวด  ได้ตามต้องการนะ

2.       ใช้สีเมจิกวาดเส้นรอบนอกของรูปการ์ตูน   ระบายสีรูปให้สวยงามตามชอบ

3.       ใช้กรรไกรตัดรูปการ์ตูน

4.       นำรูปการ์ตูนติดกาวผนึกลงบนกระดาษกล่องรองเท้า

5.       ตัดรูปการ์ตูนที่ติดอยู่บนกล่องรองเท้า  (หลังจากกาวแห้งแล้วนะ)

6.       เจาะรู ที่ชิ้นส่วน  แขน  ขา  และลำตัว   ตามแบบ

7.       ตัดลวดประดิษฐ์  แล้วโค้งเป็นวง  เสียบลงไปในรู  ผนึกแขนและขา  ตามแบบ

8.       หากต้องการใส่กระดิ่ง  ให้ร้อยกระดิ่งตอนเสียบลวดผนึกแขน

9.       นำไม้เสียบลูกชิ้นตัดขนาดยาวประมาณ 1 นิ้ว  เพื่อเป็นตัวดักไม่ให้ลวด

โยกเยก  จนบังคับให้การ์ตูนขยับตามที่ต้องการไม่ได้

10.  ตกแต่ง  ขยับไปมาจนขยับหุ่นได้คล่อง   เช่น  บีบลวดใหม่  ผูกด้ายใหม่ให้สมดุล  ขยับลวดนิดหน่อยเพื่อให้กระดิ่งขยับได้ดีมีเสียงไพเราะ

 



ด้านหน้า

 















ด้านหลัง 






ของเล่นหุ่นชักนี้   มีหลักสำคัญคือ ความสมดุลของการผูกด้าย ซ้ายขวาเท่า ๆ กัน  เพื่อว่าเวลาชักหุ่น  แขนซ้าย แขนขวา  ขาซ้ายและขาขวาจะขยับขึ้นลงพร้อม ๆ กัน 

นอกจากนั้น  การบีบลวดก็ต้องไม่แน่นจนเกินไป   หากแน่นเกินไปจะขยับไม่ได้  มันจะฝืด   และหากหลวมมันก็จะไม่ขยับ  

แนะนำวิธีการเล่น  ในครอบครัว   ผู้ปกครองและลูก ๆ อาจทำการ์ตูนหลายตัว  และเล่นเล่าเรื่องราว หรือนิทาน  หรือพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านตัวการ์ตูนที่วาดขึ้นมา  เพื่อเป็นกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวก็ได้นะคะ

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE 


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

เคล็ดลับการออกแบบของเล่นให้โดนใจ

เคล็ดลับการออกแบบของเล่นให้โดนใจ    6 มีนาคม 2564

          การออกแบบผลิตภัณฑ์ใด ๆ สิ่งสำคัญคือเข้าใจผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  เปรียบเทียบกับนักร้องต้องเข้าใจเนื้อหาของเพลง อารมณ์ของบทเพลง  และวิธีการถ่ายทอดออกมาให้สื่อสารถึงสิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจน   ในเวทีประกวดหลายเวที  ครูด้านการขับร้องจะให้คำแนะนำว่า  หากนักร้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหาของบทเพลงก็จะทำให้เข้าใจอารมณ์ของเพลงมากกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์   หรือไม่เข้าใจบทเพลง   เช่นเดียวกัน  เมื่อหันมาวิเคราะห์การออกแบบของเล่น   นักออกแบบย่อมต้องมีความรู้เกี่ยวกับผู้เล่น   จึงจะออกแบบมาให้ผู้เล่นได้อย่างเหมาะสม  เล่นได้อย่างมีความสุข

          ดังนั้น เคล็ดลับสำคัญ หรือหัวใจสำคัญ  ก็คืรอ    นักออกแบบแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม  ก็ให้สวมวิญญาณของความเป็นเด็ก วัยที่เราต้องออกแบบของเล่นให้เขา  ว่าตอนนั้นเด็กวัยนั้น ๆ สามารถทำอะไรได้บ้าง  และควรจะสนุกกับของเล่นได้อย่างไร   รู้ขนาดสรีระของเด็กวัยนั้น ๆ  สูงเท่าไหร่  มือ/เท้าใหญ่แค่ไหน มีกำลังสักเท่าไหร่  หยิบจับอะไรได้มากน้อยแค่ไหน   ต้องเข้าใจความสามารถทางร่างกาย  จิตใจ  ความคิดของเขา  เด็ก ๆ ยังไม่เข้าใจความเป็นนามธรรมจนกว่าจะโตเป็นวัยรุ่นตอนต้น  ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กเป็นสิ่งที่นักออกแบบต้องรู้  

          อีกประเด็นก็คือ นักออกแบบต้องรู้มาตรฐานอุตสาหกรรมของเล่น  ขนาดที่เหมาะสม ไม่เล็กเกินไปจนเด็กหยิบจับเข้าปากได้   หรือไม่หนัก ไม่ใหญ่จนอาจล้มเป็นอันตรายกับเด็ก  ต้องใช้วัสดุที่แข็งหรืออ่อนนุ่มเท่าไรจึงจะเหมาะกับการรองรับการวิ่งเล่นและล้มหรือกระแทกกับของเล่น  เป็นต้น   จึงกล่าวต่อไปได้ว่า   นักออกแบบต้องเข้าใจเลือกวัสดุที่จะมาทำของเล่นสำหรับเด็ก   หากเป็นเด็กทารก  ควรเป็นของเล่นที่ทำจากผ้าที่มีลักษณะอย่างไร เช่น  ไม่เป็นขน  เรียบ  แห้งง่าย  ควรเป็นผ้าฝ้าย  เป็นต้น 

หรือการเลือกใช้โฟมแผ่นยางกันกระแทก EVA  เพื่อใช้ปูพื้นห้องเด็กเล่น หรือใช้ปูลานกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับเด็ก  ซึ่งมีหลายขนาด ความหนาก็หลายขนาด  และมีให้เลือกหลายสี   หรือจะเลือกไม้มาทำของเล่นไม้ ก็ควรลบคมที่ขอบของของเล่นทุกชิ้นด้วย  หรือหากจะออกแบบให้มีกลไกที่สามารถเคลื่อนไหว  มีความเร็ว ความแรง ให้พอเหมาะกับพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กในวัยนั้น ๆ ด้วย   ไม่ควรออกแบบให้เกิน (Over) ความสามารถของเด็กวัยนั้น ๆ ที่จะเล่นของเล่น 

          ของเล่นสำหรับเด็กแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกันไปตามพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็ก   เช่น  เด็กทารก ต้องการของเล่นที่มีความเคลื่อนไหวได้  จับ กำ ขยำเบาๆ บนของเล่นที่มีวัสดุอ่อนนุ่มเช่นผ้ากำมะหยี่   เด็กโตขึ้นมาต้องการของเล้นที่มีนอกจากจะเคลื่อนไหวได้ด้วยกลไกอย่างง่ายเช่นการไขลาน หรือเป็นของเล่นเคลื่อนไหวได้แบบไม่มีกลไกเช่นการใช้การถ่วงดุลซ้ายขวาทำให้เท่ากันหรือไม่เท่ากัน    ของเล่นที่เด็กสามารถเลื่อนไปมา หยิบมาสวม   และเด็กก็ยังชอบของเล่นที่มีเสียง  มีแสง  ซึ่งจะเรียกร้องความสนใจจากเด็กได้มากขึ้น  

          เด็กที่โตขึ้นมาพร้อมกับการส่งเสริมการเล่นของเล่นที่สร้างจินตนาการ เช่น  การสร้างบ้านด้วยตัวต่อ  การแต่งตัวเจ้าชาย เจ้าหญิง หรือตัวละครอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับหนังสือนิทานสำหรับเด็ก  จะทำให้เด็กอารมณ์ดี  มองโลกในแง่ดี   

          ปัจจุบันเด็กเกิดใหม่ในยุคนี้เกิดมาพร้อมการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ตที่ผู้ปกครองมักยื่นให้  บางครอบครัวสนใจการเล่นเหล่านั้นและช่วยลูกดูและเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก   อย่างไรก็ตาม  ของเล่นบางอย่างผู้ปกครองสามารถประดิษฐ์ร่วมกับลูก ๆ ได้  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน  อีกทั้งยังช่วยดึงความสนใจของเด็กจากการเล่นเกมในมือถือ   ดังนั้น  จึงมีผลิตภัณฑ์จากหลายบริษัทที่ออกแบบของเล่นเป็นชุด  มีอุปกรณ์ต่าง ๆ  ที่ผู้ปกครองสามารถเล่นกับลูกได้  และประดิษฐ์เป็นสิ่งต่าง ๆ ตามจินตนาการได้ด้วย   

          แนวความคิดในการออกแบบของเล่นที่ตอบโจทย์บริบททางสังคม การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป  และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างน้อย 2 รอบใน 1 ปีก็จะช่วยให้บริษัทมีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น  และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครอบครัวของผู้บริโภคได้อีกด้วย  แต่อย่าลืมว่าต้องสวมวิญญาณอารมณ์เด็กขณะเล่นของเล่นด้วยนะ  จะได้ออกแบบได้โดนใจเด็กและคุณพ่อคุณแม่

 

                           ของเล่นที่พ่อแม่ลูกประดิษฐ์ด้วยกันได้ 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE


วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การย้อมครามธรรมชาติ

การย้อมครามธรรมชาติ   

         หลายปีก่อนผู้เขียนได้เดินทางไปหมู่บ้านโพนบก  จังหวัดอุดรธานี  พบพ่ออาจ  เหนือไพศาล  ผู้ชำนาญการย้อมครามธรรมชาติ  พ่ออาจพาไปดูสวนคราม  เรียกว่า ทุ่งครามเลยดีกว่า  ครามเป็นไม้พุ่มเตี้ย   นอกจากทุ่งแล้ว  ริมชายคาบ้านก็มีต้นครามขึ้นแทบรอบบ้านเลย  แสดงว่าดินเหมาะกับการปลูกคราม  และน่าจะปลูกไม่ยาก   พ่ออาจอธิบายวิธีเก็บคราม กระบวนการทำคราม  ให้ดูกระปุกเก็บเนื้อคราม  พร้อมเชิญชวนให้ดมกลิ่น   โอ๊ก !!!!!!!!!   กลิ่นแรงมากอ่ะ ถึงกับสะอึกกันเลยทีเดียว    พ่ออาจสาธิตวิธีทำมัดหมี่  แล้วพาไปเที่ยวชมร้านค้าเสื้อผ้าในหมู่บ้าน   ในวันนั้นได้รับความกรุณาอย่างยิ่งในการให้ข้อมูล  แม้ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย   ผู้เขียนไปพบท่านเนื่องด้วยความอนุเคราะห์จากพี่ป๋อง  (อาจารย์อัครพล เตชะพหุล โรงเรียนอุดรพิทยาคม ตอนนี้เป็นด๊อกเตอร์แล้วเด้อค่ะ)   ขอบคุณพ่ออาจและพี่ป๋องจ๊ะ

         ว่าแล้วพ่ออาจแห่งบ้านโพนบก  ก็ได้บอกกล่าวเล่าขานใน 3 ขั้นตอนของวิธีย้อมผ้าสีครามจากต้นครามธรรมชาติ ว่า  ขั้นแรก ก็คือการเลี้ยงคราม  ขั้นที่สองคือ การทำน้ำด่าง และขั้นที่ 3 การย้อมผ้า   ทุกอย่างที่ได้ฟังและบันทึกไว้ ณ เวลานั้น  วันนี้จะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

ก่อนอื่นเลยจะบอกว่า  ต้นครามใบครามกิ่งครามมีสีเขียวเด้อ   เออน่ะ  แล้วมันเป็นสีครามได้ยังไงอ่ะ  มา  เราไปดูกัน

         การเลี้ยงคราม    พ่ออาจบอกว่าให้เลือกตัดต้นครามที่ออกดอกงามสะพรั่ง   นำมามัดเป็นฟ่อน ๆ  แล้วในไปใส่โอ่ง  ราว ๆ ครึ่งโอ่ง  เทน้ำสะอาดให้ท่วมฟ่อนครามนั้น   หมักไว้ในโอ่ง 3 น  น้ำจะเป็นสีครามและมีฟองเต็มโอ่ง    เมื่อหมักครบ 3 วัน ให้นำฟ่อนครามและเศษใบครามออกทิ้งหรือนำไปเพาะเห็ดก็ได้   ใส่น้ำปูนใสเพื่อเป็นตัวเร่งให้ตกตะกอน  ใช้เครื่องมือตีครามให้เข้ากันเป็นเนื้อคราม  โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง  

         ถ้าดูแล้วสีไม่เข้ม  ให้ใส่น้ำปูนเพิ่มแล้วตีครามต่ออีก 30 นาที   เมื่อได้สีเข้มพอแล้ว  ทิ้งไว้ 3 วัน  เทน้ำใสออก  เก็บเฉพาะเนื้อครามที่ตกตะกอน  โดยตักเนื้อครามในโอ่งใส่กระปุกพลาสติกสูง 5 นิ้ว  ปากกว้าง 3 นิ้ว  ไว้ใช้งาน   พ่ออาจทิ้งท้ายก่อนจบประเด็นนี้ว่า  เนื้อครามในกระปุกนี้สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าฝ้ายหน้ากว้าง 1 เมตรได้ยาว 50 เมตรเลยทีเดียว 

         การทำน้ำด่าง  ก็คือการทำมอแดนท์หรือสารช่วยติดสีดังที่เคยกล่าวไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้นั่นเอง      การทำน้ำด่างที่เหมาะสมกับการการย้อมครามเขาทำกันอย่างไรนะ    วิธีการก็คือ   ให้เผาต้นมะละกอแห้ง ๆ   แล้วนำขี้เถ้าไปใส่กระถางต้นไม้ไว้ (กระถางมีรูที่ก้นนะ)   เวลาจะใช้น้ำด่าง  ก็ให้เทน้ำใส่กระถางขี้เถ้า  นำภาชนะมารองรับน้ำด่างหยดออกจากรูก้นกระถาง   กรองน้ำที่ได้นี้ให้สะอาด   นำมาใช้เป็นสารช่วยติดสี  น้ำปูนใส  และน้ำด่างจะช่วยลดความเหม็นของเนื้อครามได้ด้วยนะจ๊ะ  จะสังเกตได้ว่า ทุกอย่างต้องสะอาด  ทำลวก ๆ ไม่ได้เพราะไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยว อ๊ะอิอิ

         การย้อมผ้า  เอาล่ะถึงเวลาแล้ว  หลังจากได้เนื้อครามพร้อมแล้ว  น้ำถ่างขี้เถ้าจากการเผาต้นมะละกอแห้งก็พร้อมสรรพ   เราจะย้อมผ้ากันแล้วจ๊ะ   ให้นำเนื้อครามมาผสมให้เข้ากับน้ำด่างจากขี้เถ้าต้นมะละกอ  1 แกลลอน  นำไจไหมลงขยำ 200  ครั้ง    ตากลมให้แห้ง  หากสีไม่เข้ม  ให้นำไปขยำอีก  200 ครั้ง  3 รอบ  สีจะเข้มและติดทนนาน  กล้ามเนื้อมือและแขนต้องแข็งแรงไม่น้อยเลยนะจ๊ะ  

         ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณยายท่านนึงใกล้ ๆ กับหมู่บ้านพ่ออาจ  ขออภัยจำชื่อคุณยายไม่ได้  คุณยายบอกว่าการทำเนื้อครามนั้นไม่ง่าย  เนื้อครามถ้าเราตีในวันที่เรามีประจำเดือน ด้วยความที่ร่างกายมีไอร้อน  ครามจะตาย  ไม่เกิดเป็นเนื้อครามหรอกนะ

คุณยายมีวิธีแก้ครามตาย โดยใช้เปลือกสัปปะรดเป็นสารช่วยให้ครามเป็นขึ้นมา  คุณยายท่านนี้ทำอาชีพนี้มาตั้งแต่สาว ๆ และท่านบอกว่า ดูท่าเด็ก ๆ รุ่นใหม่ไม่มีใครสืบทอดเลย

ผู้เขียนก็ว่าน่าเสียดายภูมิปัญญาเหล่านี้   เอ้า ผู้ใดสนใจลองเดินทางไปแถวภาคอีสานนะ  ยังมีหลายชุมชนหลายหมู่บ้านเลยที่เค้ายังทำย้อมผ้าครามกันอยู่  เช่น จังหวัดกาฬสินธิ์  อุดรธานี  อุบลราชธานี  ลองสืบค้นดูนะ  โควิดหายระบาดแล้วไปลงพื้นที่ศึกษากันนะจ๊ะ   รับรองสนุกกว่าที่นั่งอ่าน Blog มากมายจ๊ะ 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

สารช่วยติดสี ตอนที่ 2

สารช่วยติดสี  ตอนที่ 2   17 กพ 64


 ภาพหอยแครง ของ MabelAmber จาก pixabay

          น้ำด่างขี้เถ้าเปลือกหอย  เปลือกหอยสามารถเลือกใช้ได้หลายชนิด  แต่ชนิดที่มีคุณภาพดีน่าจะเป็นเปลือกหอยแครงเพราะมีเปลือกหนา มีเกลือสูง  วิธีทำคือเตรียมเปลือกหอยแคงพอประมาณ  เผาให้เป็นถ่านแดง ๆ  ทิ้งไว้สักครู่ให้ถ่านอุ่นลงก็ใส่ในถุงพลาสติกแล้วหยดน้ำลงไปเล็กน้อย  ปิดปากถุงให้แน่น  เปลือกหอยจะทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นผงขี้เถ้า  เวลาใช้ให้นำขี้เถ้าละลายน้ำได้ทันที  

         น้ำโคลน  ควรใช้โคลนจากแอ่งน้ำที่ผ่านการหมักมาเป็นเวลานานซึ่งจะทำให้เป็นโคลนสีดำ  หรือถ้าเป็นชาวประมง  เวลาย้อมกางเกงเล  จะใช้วิธีหมกกางเกงเลไว้ในโคลนบริเวณปากอ่าวที่เป็นน้ำจืดซึ่งมีโคลนอยู่เต็ม  โคลนแต่ละที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน  เมื่อได้โคลนมาแล้ว  แช่น้ำทิ้งไว้ในถังสัก 2-3 วัน  ให้ตกตะกอน  การใช้ให้ใช้น้ำด้านบนในการกระตุ้นสี

         น้ำโคลนในแหล่งที่น่าสนใจนำมาใช้ คือ แอ่งน้ำที่ควายชอบลงไปนอนแช่  (โคลนปลักควาย)  ในหนองน้ำ  ในทุ่งนา  แต่ต้องนำมากรองให้สะอาดก่อนนำมาใช้   ส่วนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งบ่อโคลนธรรมชาติที่กลุ่มชาวบ้านที่ทอผ้าย้อมผ้าใช้ 

         น้ำดินลูกรัง  ดินลูกรังจะมีลักษณะเป็นดินสีแดง  ให้เตรียมดินลูกรังสีแดง  ยิ่งแดงมากยิ่งดี  สีของดินลูกรังจะช่วยให้ผ้ามีสีเข้มมากขึ้น   วิธีใช้  ให้นำดินลูกรังใส่ถังเติมน้ำท่วมสูงเล็กน้อยคนให้ตะกอนตีขึ้นมา  แล้ววางทิ้งไว้ในถังให้ตกตะกอนและให้น้ำสีแดงลอยขี้น การใช้ให้ใช้น้ำด้านบนในการกระตุ้นสี

         น้ำด่างขี้เถ้าไม้  ขี้เถ้าจากไม้แต่ละชนิดมีฤทธิ์ที่ต่างกันไป  เช่น  ขี้เถ้าจากไม้ต้นมะม่วงจะมีความเปรี้ยวและฝาด  ต่างจากไม้ต้นชมพู่  ไม้ฝรั่ง และอื่น ๆ  แต่ไม้อะไรก็ใช้ได้  ตัดกิ่ง ตากให้แห้ง เมื่อก่อไฟด้วยถ่านหรือไม้ฟืนแล้วให้เก็บขี้เถ้าไว้   เวลาจะใช้สามารถละลายน้ำและนำน้ำด้านบนมาใช้กระตุ้นสีได้ทันที (เมื่อขี้เถ้าที่คนในครั้งแรก  ตกตะกอนแล้ว) 

         จากประสบการณ์ของผู้เขียน  มีต้นกล้วยที่บ้านหลังจากเก็บผล   ก็ตัดลำต้น  นำ กาบกล้วยมาฉีกเป็นเส้น ๆ  ผึ่งแดด     แล้วนำเข้าเครื่องอบความร้อนเพื่อทำให้เส้นใยกาบกล้วยแห้งเร็วขึ้น    แล้วนำมาเผา  ได้ขี้เถ้าจากกาบกล้วยเก็บไว้ใช้ได้นาน   เมื่อจะใช้ก็นำมาใส่ถังเติมน้ำเปล่าคนในน้ำสักพักแล้วตั้งไว้ให้ขี้เถ้าตกตะกอน ใช้น้ำใส ๆ ด้านบนมากระตุ้นสี  

         การเลือกใช้สารกระตุ้นสีที่ต่างกันนี้  จะมีผลต่อการเกิดสี   เช่น  เกิดเป็นสีชมพู  เกิดเป็นสีเหลืองเขียว  สีเหลืองส้ม  สีน้ำตาลอ่อน  น้ำตาลแก่  สีม่วงอมดำ  สีม่วงอมน้ำตาล  เป็นต้น        

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE