วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การย้อมครามธรรมชาติ

การย้อมครามธรรมชาติ   

         หลายปีก่อนผู้เขียนได้เดินทางไปหมู่บ้านโพนบก  จังหวัดอุดรธานี  พบพ่ออาจ  เหนือไพศาล  ผู้ชำนาญการย้อมครามธรรมชาติ  พ่ออาจพาไปดูสวนคราม  เรียกว่า ทุ่งครามเลยดีกว่า  ครามเป็นไม้พุ่มเตี้ย   นอกจากทุ่งแล้ว  ริมชายคาบ้านก็มีต้นครามขึ้นแทบรอบบ้านเลย  แสดงว่าดินเหมาะกับการปลูกคราม  และน่าจะปลูกไม่ยาก   พ่ออาจอธิบายวิธีเก็บคราม กระบวนการทำคราม  ให้ดูกระปุกเก็บเนื้อคราม  พร้อมเชิญชวนให้ดมกลิ่น   โอ๊ก !!!!!!!!!   กลิ่นแรงมากอ่ะ ถึงกับสะอึกกันเลยทีเดียว    พ่ออาจสาธิตวิธีทำมัดหมี่  แล้วพาไปเที่ยวชมร้านค้าเสื้อผ้าในหมู่บ้าน   ในวันนั้นได้รับความกรุณาอย่างยิ่งในการให้ข้อมูล  แม้ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย   ผู้เขียนไปพบท่านเนื่องด้วยความอนุเคราะห์จากพี่ป๋อง  (อาจารย์อัครพล เตชะพหุล โรงเรียนอุดรพิทยาคม ตอนนี้เป็นด๊อกเตอร์แล้วเด้อค่ะ)   ขอบคุณพ่ออาจและพี่ป๋องจ๊ะ

         ว่าแล้วพ่ออาจแห่งบ้านโพนบก  ก็ได้บอกกล่าวเล่าขานใน 3 ขั้นตอนของวิธีย้อมผ้าสีครามจากต้นครามธรรมชาติ ว่า  ขั้นแรก ก็คือการเลี้ยงคราม  ขั้นที่สองคือ การทำน้ำด่าง และขั้นที่ 3 การย้อมผ้า   ทุกอย่างที่ได้ฟังและบันทึกไว้ ณ เวลานั้น  วันนี้จะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

ก่อนอื่นเลยจะบอกว่า  ต้นครามใบครามกิ่งครามมีสีเขียวเด้อ   เออน่ะ  แล้วมันเป็นสีครามได้ยังไงอ่ะ  มา  เราไปดูกัน

         การเลี้ยงคราม    พ่ออาจบอกว่าให้เลือกตัดต้นครามที่ออกดอกงามสะพรั่ง   นำมามัดเป็นฟ่อน ๆ  แล้วในไปใส่โอ่ง  ราว ๆ ครึ่งโอ่ง  เทน้ำสะอาดให้ท่วมฟ่อนครามนั้น   หมักไว้ในโอ่ง 3 น  น้ำจะเป็นสีครามและมีฟองเต็มโอ่ง    เมื่อหมักครบ 3 วัน ให้นำฟ่อนครามและเศษใบครามออกทิ้งหรือนำไปเพาะเห็ดก็ได้   ใส่น้ำปูนใสเพื่อเป็นตัวเร่งให้ตกตะกอน  ใช้เครื่องมือตีครามให้เข้ากันเป็นเนื้อคราม  โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง  

         ถ้าดูแล้วสีไม่เข้ม  ให้ใส่น้ำปูนเพิ่มแล้วตีครามต่ออีก 30 นาที   เมื่อได้สีเข้มพอแล้ว  ทิ้งไว้ 3 วัน  เทน้ำใสออก  เก็บเฉพาะเนื้อครามที่ตกตะกอน  โดยตักเนื้อครามในโอ่งใส่กระปุกพลาสติกสูง 5 นิ้ว  ปากกว้าง 3 นิ้ว  ไว้ใช้งาน   พ่ออาจทิ้งท้ายก่อนจบประเด็นนี้ว่า  เนื้อครามในกระปุกนี้สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าฝ้ายหน้ากว้าง 1 เมตรได้ยาว 50 เมตรเลยทีเดียว 

         การทำน้ำด่าง  ก็คือการทำมอแดนท์หรือสารช่วยติดสีดังที่เคยกล่าวไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้นั่นเอง      การทำน้ำด่างที่เหมาะสมกับการการย้อมครามเขาทำกันอย่างไรนะ    วิธีการก็คือ   ให้เผาต้นมะละกอแห้ง ๆ   แล้วนำขี้เถ้าไปใส่กระถางต้นไม้ไว้ (กระถางมีรูที่ก้นนะ)   เวลาจะใช้น้ำด่าง  ก็ให้เทน้ำใส่กระถางขี้เถ้า  นำภาชนะมารองรับน้ำด่างหยดออกจากรูก้นกระถาง   กรองน้ำที่ได้นี้ให้สะอาด   นำมาใช้เป็นสารช่วยติดสี  น้ำปูนใส  และน้ำด่างจะช่วยลดความเหม็นของเนื้อครามได้ด้วยนะจ๊ะ  จะสังเกตได้ว่า ทุกอย่างต้องสะอาด  ทำลวก ๆ ไม่ได้เพราะไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยว อ๊ะอิอิ

         การย้อมผ้า  เอาล่ะถึงเวลาแล้ว  หลังจากได้เนื้อครามพร้อมแล้ว  น้ำถ่างขี้เถ้าจากการเผาต้นมะละกอแห้งก็พร้อมสรรพ   เราจะย้อมผ้ากันแล้วจ๊ะ   ให้นำเนื้อครามมาผสมให้เข้ากับน้ำด่างจากขี้เถ้าต้นมะละกอ  1 แกลลอน  นำไจไหมลงขยำ 200  ครั้ง    ตากลมให้แห้ง  หากสีไม่เข้ม  ให้นำไปขยำอีก  200 ครั้ง  3 รอบ  สีจะเข้มและติดทนนาน  กล้ามเนื้อมือและแขนต้องแข็งแรงไม่น้อยเลยนะจ๊ะ  

         ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณยายท่านนึงใกล้ ๆ กับหมู่บ้านพ่ออาจ  ขออภัยจำชื่อคุณยายไม่ได้  คุณยายบอกว่าการทำเนื้อครามนั้นไม่ง่าย  เนื้อครามถ้าเราตีในวันที่เรามีประจำเดือน ด้วยความที่ร่างกายมีไอร้อน  ครามจะตาย  ไม่เกิดเป็นเนื้อครามหรอกนะ

คุณยายมีวิธีแก้ครามตาย โดยใช้เปลือกสัปปะรดเป็นสารช่วยให้ครามเป็นขึ้นมา  คุณยายท่านนี้ทำอาชีพนี้มาตั้งแต่สาว ๆ และท่านบอกว่า ดูท่าเด็ก ๆ รุ่นใหม่ไม่มีใครสืบทอดเลย

ผู้เขียนก็ว่าน่าเสียดายภูมิปัญญาเหล่านี้   เอ้า ผู้ใดสนใจลองเดินทางไปแถวภาคอีสานนะ  ยังมีหลายชุมชนหลายหมู่บ้านเลยที่เค้ายังทำย้อมผ้าครามกันอยู่  เช่น จังหวัดกาฬสินธิ์  อุดรธานี  อุบลราชธานี  ลองสืบค้นดูนะ  โควิดหายระบาดแล้วไปลงพื้นที่ศึกษากันนะจ๊ะ   รับรองสนุกกว่าที่นั่งอ่าน Blog มากมายจ๊ะ 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

สารช่วยติดสี ตอนที่ 2

สารช่วยติดสี  ตอนที่ 2   17 กพ 64


 ภาพหอยแครง ของ MabelAmber จาก pixabay

          น้ำด่างขี้เถ้าเปลือกหอย  เปลือกหอยสามารถเลือกใช้ได้หลายชนิด  แต่ชนิดที่มีคุณภาพดีน่าจะเป็นเปลือกหอยแครงเพราะมีเปลือกหนา มีเกลือสูง  วิธีทำคือเตรียมเปลือกหอยแคงพอประมาณ  เผาให้เป็นถ่านแดง ๆ  ทิ้งไว้สักครู่ให้ถ่านอุ่นลงก็ใส่ในถุงพลาสติกแล้วหยดน้ำลงไปเล็กน้อย  ปิดปากถุงให้แน่น  เปลือกหอยจะทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นผงขี้เถ้า  เวลาใช้ให้นำขี้เถ้าละลายน้ำได้ทันที  

         น้ำโคลน  ควรใช้โคลนจากแอ่งน้ำที่ผ่านการหมักมาเป็นเวลานานซึ่งจะทำให้เป็นโคลนสีดำ  หรือถ้าเป็นชาวประมง  เวลาย้อมกางเกงเล  จะใช้วิธีหมกกางเกงเลไว้ในโคลนบริเวณปากอ่าวที่เป็นน้ำจืดซึ่งมีโคลนอยู่เต็ม  โคลนแต่ละที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน  เมื่อได้โคลนมาแล้ว  แช่น้ำทิ้งไว้ในถังสัก 2-3 วัน  ให้ตกตะกอน  การใช้ให้ใช้น้ำด้านบนในการกระตุ้นสี

         น้ำโคลนในแหล่งที่น่าสนใจนำมาใช้ คือ แอ่งน้ำที่ควายชอบลงไปนอนแช่  (โคลนปลักควาย)  ในหนองน้ำ  ในทุ่งนา  แต่ต้องนำมากรองให้สะอาดก่อนนำมาใช้   ส่วนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งบ่อโคลนธรรมชาติที่กลุ่มชาวบ้านที่ทอผ้าย้อมผ้าใช้ 

         น้ำดินลูกรัง  ดินลูกรังจะมีลักษณะเป็นดินสีแดง  ให้เตรียมดินลูกรังสีแดง  ยิ่งแดงมากยิ่งดี  สีของดินลูกรังจะช่วยให้ผ้ามีสีเข้มมากขึ้น   วิธีใช้  ให้นำดินลูกรังใส่ถังเติมน้ำท่วมสูงเล็กน้อยคนให้ตะกอนตีขึ้นมา  แล้ววางทิ้งไว้ในถังให้ตกตะกอนและให้น้ำสีแดงลอยขี้น การใช้ให้ใช้น้ำด้านบนในการกระตุ้นสี

         น้ำด่างขี้เถ้าไม้  ขี้เถ้าจากไม้แต่ละชนิดมีฤทธิ์ที่ต่างกันไป  เช่น  ขี้เถ้าจากไม้ต้นมะม่วงจะมีความเปรี้ยวและฝาด  ต่างจากไม้ต้นชมพู่  ไม้ฝรั่ง และอื่น ๆ  แต่ไม้อะไรก็ใช้ได้  ตัดกิ่ง ตากให้แห้ง เมื่อก่อไฟด้วยถ่านหรือไม้ฟืนแล้วให้เก็บขี้เถ้าไว้   เวลาจะใช้สามารถละลายน้ำและนำน้ำด้านบนมาใช้กระตุ้นสีได้ทันที (เมื่อขี้เถ้าที่คนในครั้งแรก  ตกตะกอนแล้ว) 

         จากประสบการณ์ของผู้เขียน  มีต้นกล้วยที่บ้านหลังจากเก็บผล   ก็ตัดลำต้น  นำ กาบกล้วยมาฉีกเป็นเส้น ๆ  ผึ่งแดด     แล้วนำเข้าเครื่องอบความร้อนเพื่อทำให้เส้นใยกาบกล้วยแห้งเร็วขึ้น    แล้วนำมาเผา  ได้ขี้เถ้าจากกาบกล้วยเก็บไว้ใช้ได้นาน   เมื่อจะใช้ก็นำมาใส่ถังเติมน้ำเปล่าคนในน้ำสักพักแล้วตั้งไว้ให้ขี้เถ้าตกตะกอน ใช้น้ำใส ๆ ด้านบนมากระตุ้นสี  

         การเลือกใช้สารกระตุ้นสีที่ต่างกันนี้  จะมีผลต่อการเกิดสี   เช่น  เกิดเป็นสีชมพู  เกิดเป็นสีเหลืองเขียว  สีเหลืองส้ม  สีน้ำตาลอ่อน  น้ำตาลแก่  สีม่วงอมดำ  สีม่วงอมน้ำตาล  เป็นต้น        

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สารช่วยติดสี ตอนที่ 1

สารช่วยติดสี  ตอนที่ 1  

         สารช่วยติดสีมีมากมาย  ทั้งที่ได้จากพืชที่มีแทนนินสูงและจากแร่ธาตุตรง ๆ   ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสารช่วยติดสีที่ไม่ต้องซื้อหา  เพราะไม่มีขาย  แต่เราสามารถจัดเตรียมเองได้สบายมาก  เออบางอย่างอาจหาไม่ได้นะจ๊ะ  แล้วแต่ว่าอาศัยอยู่ในเมืองหรือชนบท  เช่น  น้ำโคลน   น้ำสนิม  น้ำดินลูกรัง  น้ำด่างขี้เถ้าเปลือกหอย   น้ำปูนแดง  น้ำปูนใส   น้ำด่างขี้เถ้า    ทั้งหมดเราต้องหาในพื้นที่ที่มี  บางอย่างต้องซื้อมา   แล้วทำไงล่ะ  ทำแบบนี้เลยค่ะ

         น้ำสนิม  ใช้เศษเหล็กอย่างดีที่ไม่ใช้แล้ว   ใส่ถังโลหะหรือถังพลาสติกก็ได้   เติมน้ำเปล่าในปริมาณเท่ากับเหล็ก  เช่น เหล็กหนัก ครึ่งกิโลกรัม  น้ำก็ควรจะเป็น ครึ่งลิตร ใส่ให้ท่วมเหล็กก็แล้วกันนะ  แล้วนำน้ำตาลทรายอีกครึ่งกิโลกรัมเติมลงไปในถัง  คนให้น้ำตาลละลาย  ทิ้งไว้กลางแจ้ง    น้ำตาลจะเป็นตัวเร่งให้เกิดสนิม   น้ำสนิมจากเหล็กอย่างดีจะมีคุณสมบัติออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดสีและช่วยให้สีติดเส้นใยแน่นทนนาน  

         จากประสบการณ์ของผู้เขียน  ตอนที่ต้มดอกดาวกระจาย ผู้เขียนใช้ตะไบเหล็กด้ามยาวซึ่งเก่าขึ้นสนิม  จุ่มแช่ลงไปตอนสกัดสี   เมื่อเอาผ้ามัดย้อมลงไปย้อมสี   สีก็ติดผ้าสวยงามดีทีเดียว  สีเหลืองทองสดใสมาก  ก็แช่ไว้จนต้มผ้าเสร็จ  ไม่เอาขึ้นเลย  หลังจากใช้ตะไบเสร็จแล้วก็ล้างน้ำเช็ดให้แห้งเก็บไว้ให้เรียบร้อย   รอบหน้าค่อยนำมาใช้ใหม่  รอให้สนิมขึ้นอีก  อันนี้ใช้สนิมธรรมชาติไม่มีการกระตุ้นด้วยน้ำตาล   แต่หากไม่ต้องการทำน้ำสนิมเอง  ก็สามารถไปซื้อสารเคมีตัวนี้ที่ร้านเคมีภัณฑ์ได้  ซึ่งจะมีความเข้มข้นสูงมาก 

 


ภาพปูนแดง ถ่ายภาพโดย kaigraphick ใน pixabay

         น้ำปูนแดง  น้ำปูนขาว  

น้ำปูนแดง ให้ซื้อปูนแดงกินหมากในตลาดมาสัก 2-3 ห่อใส่ถังแล้วเติมน้ำเปล่าคนให้ละลายกระจายตัย  ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน  นำน้ำที่ตกตะกอนมาใช้ในการกระตุ้นสี  

น้ำปูนขาว   ก็ให้ซื้อผงปูนขาวที่ใช้โรยลู่วิ่งจากร้านขายเครื่องก่อสร้างมาใส่น้ำเปล่า    ใส่ปูนขาวในถังสัก 4-5 กำมือ  เติมน้ำเปล่าคนให้ทั่วหลาย ๆ รอบ  ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน  นำน้ำที่ตกตะกอนมาใช้ในการกระตุ้นสี

จากประสบการณ์ของผู้เขียน  การใช้น้ำปูนขาวสะดวกมากที่สุด   เพราะหาซื้อง่าย  ไม่มีกลิ่น  เวลาใช้กระตุ้นสี  จะไม่รอยด่าง ๆ เกิดขึ้นบนผ้า  ต่างจากน้ำสนิม ซึ่งต้องใช้เวลากรองให้สะอาดก่อนนำน้ำสนิมมาใช้กระตุ้นสี  เว้นแต่จะซื้อสารเคมีสนิมมาใช้ 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สารช่วยติดสีและแทนนิน

สารช่วยติดสีและแทนนิน  

         ในกระบวนการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ   นอกจากการสกัดสีจากส่วนประกอบของพืชแล้ว  ยังต้องมีสารช่วยติดสีและแทนนินเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สีย้อมผ้าติดเส้นใยผ้าได้สีเข้มและติดแน่นทนนาน  อีกทั้งช่วยทำให้สีในเส้นใยทำปฏิกิริยาต่ออากาศได้ดี  มีผลทำให้สีสดขึ้นหลังจากซักตากหลายครั้ง  

         ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า  เมื่อทำเสื้อมัดย้อมสีธรรมชาติเสร็จ  และนำเสื้อมาใช้ แล้วซัก พอหลาย ๆ ครั้งเข้า   เสื้อมัดย้อมสีธรรมชาติมีสีที่เข้มมากขึ้นกว่าตอนย้อมเสร็จใหม่ ๆ มาก

คำว่า สารช่วยติดสี กับ แทนนิน  เป็นสารกระตุ้นให้เกิดสีบนเส้นใย  เรามาดูกันนะจ๊ะว่ามันคืออะไรกันแน่  

สารช่วยติดสี  (mordant อ่านว่า มอร์แดนท์)  เป็นตัวช่วยเพิ่มการติดสีในเส้นใย  ในสมัยโบราณจะใช้การเติมมูลสัตว์หรือปัสสาวะลงในถังย้อม  ส่วนปัจจุบันสารช่วยติดสีใช้เป็นเกลือของโลหะจำพวกอะลูมิเนียม  เหล็ก  ดีบุก  หรือโครเมียม  สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมทางเคมีระหว่างโมเลกุลของสีและเส้นใย   ทั้งนี้จะมีผลต่อสีที่ได้จากการย้อม   ทำให้สีติดแน่นทนทานยิ่งขึ้น

         แทนนิน (tannin  อ่านว่า  แทนนิน)  เป็นสารที่มีรสขมและฝาดในพืช   เป็นของเหลว  ขับออกจากเปลือกลำต้นและส่วนอื่น ๆ ของพืช  โดยเฉพาะใบ  ผล  และปุ่มปม  ใช้ย้อมแห  อวน  เชือก  และใบเรือ  ทำให้ทนต่อการใช้งานที่สัมผัสน้ำเค็ม   นอกจากนั้นยังใช้ผลิตกาว   สีย้อม  และช่วยให้สีที่สกัดจากธรรมชาติติดเส้นใยแน่นทนนาน  

         สารช่วยติดสีมีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ต่างกัน (คือค่า pH ต่างกันนั่นเองจ๊ะ)  ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดสีในสารสีของพืช  พืชแต่ละชนิดมีค่า pH ต่างกันแน่นอน  รวมทั้งวิธีการสกัดที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้ค่า pH ต่างกันอีกด้วย   และค่า pH นี่เองที่ทำให้ความเข้มของสีต่างกัน ความคงทนของสีก็ต่างกัน    อย่างไรก็ตาม  การนำประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านี้มาผสมกัน เช่น  นำสารสีจากพืชชนิดหนึ่งผสมแทนนินจากพืชอีกชนิดหนึ่งและหรือผสมกับมอแดนท์อีกชนิดหนึ่งที่เข้ากันได้  ก็จะทำให้เกิดเฉดสี และค่าน้ำหนักเข้มอ่อนของสีสวยงามได้ไม่น้อยเลยทีเดียว   เห็นมั๊ยล่ะ  แค่คิดก็สนุกแล้ว  ถ้าได้ลองหาพืชมาสกัดสีล่ะก็  สนุกกว่าที่คิดเยอะเลยล่ะจ๊ะ

         ตัวอย่างการย้อมผ้าโบราณ เช่น  การย้อมด้วยผลมะเกลือ  คนแต่ก่อนต้องย้อมถึง 100 ครั้ง กว่าผ้าจะเป็นสีดำสนิท และติดแน่นทนนาน  ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความใจเย็น อดทน  อย่างมากกว่าจะได้ผ้าที่มีคุณภาพ  คนปัจจุบันคงไม่มีเวลามาทำแบบนี้แน่ ๆ ดังนั้น การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติแบบนี้จึงไม่มีใครทำ 


 ผลมะเกลืออินเดียตะวันออก  ถ่ายภาพโดย Sarangib   ภาพจาก pixabay 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การสกัดสีธรรมชาติและสารช่วยติดสี

การสกัดสีธรรมชาติและสารช่วยติดสี

สีธรรมชาติไม่มีขาย อยากได้ต้องสกัดเอง

วิธีสกัดสีธรรมชาติมีหลายวิธี  และนอกจากต้องสกัดสีธรรมชาติแล้ว  ต้องใช้สารช่วยกระตุ้นสี  เพื่อทำให้สีธรรมชาติที่สกัดได้เกิดสีและติดสีทนบนผืนผ้าด้วย  สารช่วยติดสีจะใช้สารจากธรรมชาตินำทำด้วยวิธีต่าง ๆ หรือจะซื้อสารเคมีจากร้านเคมีภัณฑ์ก็ได้  

          ส่วนประกอบของพืชที่สามารถนำมาสกัดสีได้  ได้แก่  ใบ  ราก  ดอก  ผล  เปลือกไม้  แก่นไม้  เปลือกผลไม้   เมล็ดของผลไม้   พืชแต่ละชนิดมีลักษณะของส่วนประกอบที่ว่ามานี้ต่างกัน  และไม่สามารถนำมาใช้ทุกส่วนได้   เช่น 

ต้นขนุน  ส่วนที่สามารถนำมาสกัดสีเพื่อย้อมผ้าได้ คือแก่นไม้ขนุน  

ต้นหูกวาง  ส่วนที่นำมาใช้สกัดสีเพื่อย้อมผ้าคือใบ  

ต้นมังคุด  ส่วนที่นำมาใช้สกัดสีเพื่อย้อมผ้าได้  คือ ผล  ใบ   

ต้นเงาะ  ส่วนที่นำมาสกัดสีได้ คือ ผลเงาะ  ใช้ส่วนของเปลือก        

ต้นดาวกระจาย  ส่วนที่นำมาสกัดสีได้คือ  ดอก (กลีบดอก)

วิธีการสกัดสีจากธรรมชาติ

         1.  วิธีการต้มในน้ำเดือด   โดยนำวัตถุดิบมาหั่น  ฉีก  หรือปั่น   ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

แล้วนำมาต้มในน้ำเดือด ๆ หากวัตถุดิบขนาดเล็ก เช่น  กลีบดอกดาวกระจาย  ก็ต้มไม่นาน   (ประมาณ 1 ชั่วโมง)   แต่หากวัตถุดิบมีขนาดใหญ่ หนา เช่น ใบหูกวาง  ใบมังคุด  มีความหนา ก็ต้องต้มนานกว่ากลีบดอกดาวกระจาย  (อย่างน้อย 3 ชั่วโมง  หากทำปริมาณมาก)

(ต้มนานมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของวัตถุดิบและความต้องการให้สีเข้มมากหรือน้อย)

         2.  วิธีการหมัก   โดยนำวัตถุดิบมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแช่น้ำ (น้ำท่วมวัตถุดิบ)

ทิ้งไว้หลายวัน เพื่อให้วัตถุดิบอ่อนตัวลง เวลานำไปต้มจะสกัดสีได้ง่ายขึ้น  ใช้เวลาในการสกัดน้อยลง เท่ากับ การใช้น้ำและเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิตลดลงด้วย

             2.1 วิธีการหมักด้วยน้ำเปล่า   เพื่อให้วัตถุดิบที่มีความหนา เช่น  แก่นไม้ 

เปลือกไม้นิ่มลง  เป็นการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมที่จะนำมาต้มสกัดสี

             2.2  วิธีการหมักด้วยสารช่วยติดสี   เพื่อให้วัตถุดิบนิ่มอ่อนตัวลงและซึมซับเอาสารช่วยติดสีเข้าเนื้อ   เวลาสกัดสี สีจะติดผ้าได้ทนนานขึ้น  

หมายเหตุ  :  เมื่อต้มสกัดสีจนได้สีเข้มตามต้องการแล้วควรตักเอาใบหรือวัตถุดิบที่ใช้ต้มออกจากภาชนะต้ม   และเหลือวัตถุดิบไว้ในภาชนะอีกเพียงเล็กน้อย

         วิธีการใช้สารช่วยติดสี

         1.  ใช้ก่อนสกัดสี   วิธีการ  คือใช้ผ้าที่มัดแล้วแช่ลงในสารช่วยติดสี  หรือขยำลงไป

ในน้ำสารช่วยติดสี  เพื่อให้ผ้าซึมซับสารช่วยติดสี   เมื่อนำผ้าลงต้มในน้ำสีจะทำให้สีติดผ้าได้เร็วขึ้น   หรือใช้ในกรณีการหมักสี

         2.  ใช้ระหว่างสกัดสี  วิธีการ คือ  นำผ้าที่ต้มในน้ำสีออกมาแช่และขยำในสารช่วย

ติดสี  แล้วล้างน้ำเปล่า แล้วนำผ้าลงไปย้อมในน้ำต้มสีต่อ   ทำแบบเดิมนี้อีกหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะได้ผ้าสีเข้มตามต้องการ

         3.  ใช้หลังจากสกัดสี   วิธีการ คือ นำผ้าต้มในน้ำสีสกัดนานพอสมควรที่สีติดแล้ว 

นำผ้าออกมาแช่และขยำในสารช่วยติดสีหลาย ๆ ครั้งแล้วล้างน้ำเปล่า  แล้วนำผ้าแกะยาวที่มัดออก นำผึ่งในที่ร่ม ถูกลมอ่อน ๆ

หมายเหตุ   ผ้ามัดย้อมเมื่อนำผึ่งในที่ร่ม  จะทำปฏิกิริยากับอากาศ  ทำให้สีเข้มมากขึ้น 

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของผ้ามัดย้อมที่ย้อมจากสีธรรมชาติ


 มัดย้อมสีเขียวจากใบหูกวาง   สารช่วยติดสีใช้ปูนขาว


 มัดย้อมสีสกัดจากขมิ้น  สารช่วยติดสีใช้ปูนขาว

 

มัดย้อมสีสกัดจากใบมังคุด  สารช่วยติดสีใช้ปูนขาว

 

สีสกัดจากผลหมาก   สารช่วยติดสีใช้น้ำปูนแดง

สีธรรมชาติไม่มีขาย  อยากได้ต้องสกัดเองนะจ๊ะ

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สิทธิบัตร “การจัดการสารสีจากพืช”


 สิทธิบัตร “การจัดการสารสีจากพืช”

          ในแต่ละ ชุมชน  ชนเผ่า หรือประเทศ  ต่าง ๆ มีวิธีการสกัดสีและเทคนิคการปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างด้วยสารช่วยติดสีแตกต่างกันไป       การคิดค้นวิธีการเหล่านี้ในขั้นสูงสามารถจดสิทธิบัตรได้  ดังตัวอย่าง

          สิทธิบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกา เลขที่ 5,042,989 (United States Patent and Trademark Office 2555)  กระบวนการผลิตความแวววาวของสารสีจากพืชในส่วนของกลีบดอกไม้ ใบไม้ และผลไม้ เพื่อใช้ย้อมผ้า  โดยการทำให้ส่วนของพืชแห้งที่อุณหภูมิขั้นต่ำ 70 องศาเซลเซียส และทำให้เป็นผง ทั้งนี้ปรับค่า pH 4-10   ขณะที่ยังเป็นวัตถุดิบสด และเติมสารช่วยติดสีหลังการย้อม  ได้แก่  กรดมะนาว  กรดนมเปรี้ยว ผงปูนขาว ใส่เกลือและสารกันบูดเพื่อป้องกันแมลงก่อกวน1

          สิทธิบัตรของยุโรป เลขที่ EP0754734A1  (European Patent Office 2555)  การสกัดสีเหลืองและสีส้มเหลืองจากใบไม้  ราก  ใบ  ดอก เมล็ด และผล  โดยทำความสะอาดส่วนของพืช  เมื่อแห้งแล้วนำมาบดเป็นผงและหมักเพื่อปรับค่า pH นาน 16-17 ชั่วโมง  ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 86-90 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง  กรองความบริสุทธิ์ของน้ำสีด้วยกระดาษกรองวัตแมน2

         การจัดการสารสีจากส่วนประกอบของพืช  อาทิ  ดอก ใบ ราก การเติมสารช่วยติดสีให้สีที่สกัดจากธรรมชาติมีความคงทนของสี    มีความสดของสีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นสามารถใช้วิธีการพิสูจน์และพัฒนาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้   การเขียนบทความนี้ผู้เขียนต้องการบอกว่า  หากนักออกแบบมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบลวดลายบนผืนผ้าก็ดี  การชาญฉลาดในการใช้เทคนิคการผลิตแบบผสมผสานก็ดี      หากมีความรู้จากการสืบค้นองค์ความรู้จากสิทธิบัตรที่มีการเผยแพร่แล้วนั้น    จะทำให้มีความคิดกว้างขวางมากยิ่งขึ้น   

          อย่างไรก็ตาม   เมื่อนักออกแบบร่วมทำงานกับนักวิทยาศาสตร์   ผลดีที่เกิดขึ้นอย่างไร้ขอบเขตจำกัดก็เกิดขึ้นได้เสมอ     เมื่อย้อนคิดถึงสีสังเคราะห์ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้น  และเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อวงการอุตสาหกรรมการผลิตผืนผ้าให้มีสีสันสวยงาม   มีสีสังเคราะห์สำหรับการมัดย้อม  การทำบาติก  การวาดภาพระบายสี  เป็นต้น  ทำให้ผู้สร้างสรรค์เปิดจินตนาการในการนำสีที่นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ขึ้นมาให้ได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน   เวลานี้นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นการพัฒนาสารสีจากธรรมชาติให้มีคุณภาพสูง       ต่อไปก็อาจมีสีสกัดจากธรรมชาติมาขายในร้านเครื่องเขียนทั่วไปเฉกเช่นสีสังเคราะห์แต่ตอนนี้ยังไม่มีนะจ๊ะ    ฉะนั้น       อยากได้สีธรรมชาติมาทำมัดย้อม   ต้องสกัดเองไปก่อนนะจ๊ะ

แล้วพบกับบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE



วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อม ตอนที่ 4 กระบวนการผลิต


 






ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อม 

ตอนที่ 4  กระบวนการผลิต 

กระบวนการผลิต     หมายถึง   ขั้นตอนการทำผ้ามัดย้อม  เน้นไปที่เทคนิคในการประดิษฐ์ลวดลายด้วย    การทำมัดย้อมมีหลายเทคนิค   แต่ละเทคนิคมีกรรมวิธีต่างกัน   ซึ่งทำให้มีระยะเวลาในการผลิตไม่เท่ากัน    ยิ่งใช้เทคนิคที่ซับซ้อนหรือใช้หลายเทคนิคผสมผสานกัน  ยิ่งต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตนาน     รวมทั้งการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มากขึ้นด้วย    แต่หากเป็นผ้ามัดย้อมออกแบบลวดลายที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน อาจสามารถออกแบบการผลิตกึ่งอุตสาหกรรมได้   เช่น   มีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน  กลุ่มหนึ่งออกแบบ   กลุ่มหนึ่งตัดผ้าให้ได้ขนาดตามต้องการ  กลุ่มหนึ่งมัด  หนีบ   กลุ่มหนึ่งย้อมผ้า  กลุ่มหนึ่งซักผ้าและตากผ้า  กลุ่มหนึ่งรีดผ้า     กลุ่มหนึ่งตัดเย็บ  กลุ่มหนึ่งทำการตลาด  กลุ่มหนึ่งขาย เป็นต้น 

เทคนิคที่น่าสนใจในการเพิ่มมูลค่าและความงามให้กับผ้ามัดย้อม  คือ การประดิษฐ์ด้วยเทคนิคผสม  ไม่ว่าจะผสมกับเทคนิคมัดย้อมกันเอง  ผสมกับเทคนิคการทำบาติก  หรือผสมกับเทคนิคการวาด  เทคนิคการตัดเย็บการเดินเส้น  การต่อผ้า  การถักทอริมผ้า  เป็นต้น   หรือการทำมัดย้อมในแนวศิลปะ ก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบเอง

การคำนวณต้นทุนรวมก็จะสะดวก    เอื้ออำนวยให้นักออกแบบวางแผนการผลิตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามสินค้าใหม่ที่วางจำหน่าย   หากมีลักษณะง่ายต่อการลอกเลียนแบบ   โอกาสที่จะตั้งราคาให้แตกต่างจากคู่แข่งในระดับเดียวกันย่อมทำได้ยาก   แต่หากเป็นตลาดระดับล่างก็ไม่มีปัญหา    สำหรับตลาดระดับบน  ผู้บริโภคต้องการความแตกต่างอย่างโดดเด่น    ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักออกแบบที่จะพลิกแพลงการใช้เทคนิคการมัดย้อม    รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะเฉพาะที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย   ธุรกิจจึงจะอยู่รอดได้ในตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างกว้างขวาง   ในปีพุทธศักราช 2563 ที่ผู้เขียนสังเกตเห็นชัดเจนคือ ตลาดผ้ามัดย้อมสำเร็จรูปเติบโตอย่างกว้างขวาคึกคักมากเป็นพิเศษ  อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 15 ปี  โดยเฉพาะ เสื้อผ้ามัดย้อมสีน้ำเงินสดเข้ม  

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่   ได้แก่  คุณประโยชน์หรือคุณภาพที่ดีกว่า   ความสอดคล้องกับฐานะทางสังคมและค่านิยมในปัจจุบัน   การได้มีโอกาสในการทดลองใช้   การรับรู้อย่างสม่ำเสมอทำให้เกิดความเคยชินและยอมรับนะจ๊ะ

แล้วพบกับบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อม ตอนที่ 3 วัตถุดิบ


 




ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อม 

ตอนที่ 3  วัตถุดิบ 

3.  วัตถุดิบ   หมายถึง   วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ผลิตงานหัตถกรรมผ้ามัดย้อม  ได้แก่   ผ้าชนิดต่าง ๆ    สีย้อมชนิดต่าง ๆ     จักรเย็บผ้า    ตัวหนีบ    เป็นต้น    สิ่งเหล่านี้ควรมีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ   หรืออยู่ในบริเวณที่คมนาคมการขนส่งสะดวก  รวดเร็ว     ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนในการซื้อ   หรือการขนส่งวัตถุดิบ        หากนักออกแบบใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนก็จะทำให้สะดวกในการขนส่งไม่เสียเวลาในการจัดหา  เช่น   ภาคใต้ของไทยไม่มีการทอผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมในวงกว้างเหมือนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     หากนักออกแบบทำงานที่ภาคใต้     ต้องการทำมัดย้อมผ้าไหม   ก็ต้องสั่งซื้อจากต่างภูมิภาค   ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง    แต่หากอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหม   นักออกแบบสามารถใช้ผ้าไหมสีอ่อนมาทำมัดย้อมและแปรรูป   กรณีเช่นนี้ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมของภูมิภาคนี้ย่อมจำหน่ายในราคาต่ำกว่าเพราะมีต้นทุนต่ำกว่า    เป็นต้น     

การใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง  เช่น  การทอผ้าไหมเนื้อดี    การทอผ้าฝ้ายเนื้อดี   นำมามัดย้อมด้วยความประณีตสูงย่อมทำให้ผลงานมีคุณค่าสูงตามคุณภาพ    เมื่อนักออกแบบตัดสินใจได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหรือตลาดของผลิตภัณฑ์ที่จะออกแบบนี้คือใคร  มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร   มีอำนาจซื้อมากน้อยเพียงใด โอกาสที่นักออกแบบจะสามารถเลือกเนื้อผ้า  เทคนิคการทำมัดย้อม และคุณภาพของสีย้อมได้เหมาะสมกับชิ้นงานก็มีมากตามไปด้วย

            วัตถุดิบมีผลต่อการออกแบบอย่างไร   

            กรณี  สีสกัดจากพืชในท้องถิ่น  แต่ละท้องถิ่นจะมีพืชต่างกัน  ดินต่างกัน  สีที่สกัดได้จะมีความเข้ม  และมีสีที่แตกต่างกัน  มีผลต่อสีของผ้ามัดย้อมแน่นอน    ส่วนสีสังเคราะห์ก็มีให้เลือกมากมาย   การอยู่ในเมืองใหญ่ย่อมมีข้าวของให้เลือกซื้อได้มากกว่าเป็นธรรมดา  ซึ่งก็จะส่งผลต่อความสด ความคงทนของสี  กรรมวิธีในการผลิต (ตามที่ฉลากการใช้งานของสีแต่ละชนิดบอกไว้)  

            กรณี  การใช้ตัวหนีบเพื่อสร้างลวดลลาย  หากในท้องถิ่นมีไม้ไผ่ก็สามารถนำมาเหลาให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อใช้หนีบทำดอกลายของผ้ามัดย้อม   ส่วนใหญ่หากอยู่ในเมืองมักใช้ไม่ไอศครีมที่มีขายสำเร็จในร้านเครื่องเขียน  นำมาหนีบทำดอกลาย   หรือการซื้อไม้มาเลื่อยฉลุหรือเลเซอร์คัตให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ นำมาหนีบทำดอกลาย  เป็นต้น  

            กรณี การใช้ผ้า   ผ้ามีหลายชนิด   ในจังหวัดที่มีชุมชนที่ทำมัดย้อมจำหน่าย  มักจำหน่ายผ้าในราคาที่ถูกกว่าในจังหวัดที่มีความต้องการผ้าชนิดนั้นน้อยกว่า  เป็นหลัก Demand / Supply ของตลาดอยู่แล้ว   ผ้าในแต่ละท้องถิ่นมีให้เลือกต่างกันอยู่บ้าง  เช่น  ในภาคอีสานมีผ้าไหมหลายเกรดให้เลือกนำมาทำมัดย้อม   และยังมีผ้าฝ้ายหลายชนิดด้วยเช่นกัน    ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำผ้าบาติกด้วยทำผ้ามัดย้อมด้วยจะมีการนำเข้าผ้าฟูจี หรือผ้าอื่น ๆ จากมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย  ซึ่งมีเนื้อหาที่นุ่มนวลน่าใช้อีกลักษณะหนึ่ง   เหล่านี้ทำให้ผลงานผ้ามัดย้อมมีความแตกต่างกัน  

           กรณี  แหล่งที่มาของเชื้อเพลิง และแหล่งน้ำ     ในการต้มสกัดสีก็ดี   ในการต้มสีสังเคราะห์ก็ดี   ต้องใช้เชื้อเพลิงและน้ำเป็นหลักในการทำมัดย้อม   ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความคงทนของการติดสี  และความสดของสีที่ปรากฏอยู่บนผ้าด้วย

กล่าวโดยสรุป    การคิดสร้างสรรค์งานมัดย้อมอาจเริ่มจากคำนึงวัตถุดิบก่อนเป็นอันดับแรกก็ได้  ว่า   เรามีต้นทุนวัตถุดิบอะไรบ้าง  แต่ละอย่างมีคุณสมบัติข้อดีข้อด้อยอย่างไร   แล้วนำมาเป็นเงื่อนไขในวางแนวความคิดในการออกแบบ  หมายความว่า   เมื่อเรารู้จักวัตถุดิบ  เราก็คิดจากวัตถุดิบว่าจะนำมาประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงานอย่างไร   โดยใช้จินตนาการจากตัววัตถุดิบที่เรามีนั่นเองนะจ๊ะ


แล้วพบกับบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE