การย้อมครามธรรมชาติ
หลายปีก่อนผู้เขียนได้เดินทางไปหมู่บ้านโพนบก จังหวัดอุดรธานี พบพ่ออาจ
เหนือไพศาล ผู้ชำนาญการย้อมครามธรรมชาติ พ่ออาจพาไปดูสวนคราม เรียกว่า ทุ่งครามเลยดีกว่า ครามเป็นไม้พุ่มเตี้ย นอกจากทุ่งแล้ว ริมชายคาบ้านก็มีต้นครามขึ้นแทบรอบบ้านเลย แสดงว่าดินเหมาะกับการปลูกคราม และน่าจะปลูกไม่ยาก พ่ออาจอธิบายวิธีเก็บคราม
กระบวนการทำคราม ให้ดูกระปุกเก็บเนื้อคราม พร้อมเชิญชวนให้ดมกลิ่น โอ๊ก !!!!!!!!! กลิ่นแรงมากอ่ะ ถึงกับสะอึกกันเลยทีเดียว พ่ออาจสาธิตวิธีทำมัดหมี่ แล้วพาไปเที่ยวชมร้านค้าเสื้อผ้าในหมู่บ้าน
ในวันนั้นได้รับความกรุณาอย่างยิ่งในการให้ข้อมูล แม้ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ผู้เขียนไปพบท่านเนื่องด้วยความอนุเคราะห์จากพี่ป๋อง (อาจารย์อัครพล เตชะพหุล โรงเรียนอุดรพิทยาคม
ตอนนี้เป็นด๊อกเตอร์แล้วเด้อค่ะ) ขอบคุณพ่ออาจและพี่ป๋องจ๊ะ
ว่าแล้วพ่ออาจแห่งบ้านโพนบก ก็ได้บอกกล่าวเล่าขานใน 3 ขั้นตอนของวิธีย้อมผ้าสีครามจากต้นครามธรรมชาติ ว่า ขั้นแรก ก็คือการเลี้ยงคราม ขั้นที่สองคือ การทำน้ำด่าง และขั้นที่ 3 การย้อมผ้า ทุกอย่างที่ได้ฟังและบันทึกไว้ ณ เวลานั้น วันนี้จะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ
ก่อนอื่นเลยจะบอกว่า ต้นครามใบครามกิ่งครามมีสีเขียวเด้อ เออน่ะ
แล้วมันเป็นสีครามได้ยังไงอ่ะ มา เราไปดูกัน
การเลี้ยงคราม พ่ออาจบอกว่าให้เลือกตัดต้นครามที่ออกดอกงามสะพรั่ง นำมามัดเป็นฟ่อน
ๆ แล้วในไปใส่โอ่ง ราว ๆ ครึ่งโอ่ง เทน้ำสะอาดให้ท่วมฟ่อนครามนั้น หมักไว้ในโอ่ง 3 น น้ำจะเป็นสีครามและมีฟองเต็มโอ่ง เมื่อหมักครบ 3 วัน
ให้นำฟ่อนครามและเศษใบครามออกทิ้งหรือนำไปเพาะเห็ดก็ได้ ใส่น้ำปูนใสเพื่อเป็นตัวเร่งให้ตกตะกอน
ใช้เครื่องมือตีครามให้เข้ากันเป็นเนื้อคราม โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง
ถ้าดูแล้วสีไม่เข้ม ให้ใส่น้ำปูนเพิ่มแล้วตีครามต่ออีก 30
นาที เมื่อได้สีเข้มพอแล้ว ทิ้งไว้ 3 วัน
เทน้ำใสออก
เก็บเฉพาะเนื้อครามที่ตกตะกอน
โดยตักเนื้อครามในโอ่งใส่กระปุกพลาสติกสูง 5 นิ้ว ปากกว้าง 3 นิ้ว ไว้ใช้งาน
พ่ออาจทิ้งท้ายก่อนจบประเด็นนี้ว่า เนื้อครามในกระปุกนี้สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าฝ้ายหน้ากว้าง
1 เมตรได้ยาว 50 เมตรเลยทีเดียว
การทำน้ำด่าง
ก็คือการทำมอแดนท์หรือสารช่วยติดสีดังที่เคยกล่าวไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้นั่นเอง
การทำน้ำด่างที่เหมาะสมกับการการย้อมครามเขาทำกันอย่างไรนะ วิธีการก็คือ ให้เผาต้นมะละกอแห้ง ๆ แล้วนำขี้เถ้าไปใส่กระถางต้นไม้ไว้
(กระถางมีรูที่ก้นนะ)
เวลาจะใช้น้ำด่าง
ก็ให้เทน้ำใส่กระถางขี้เถ้า
นำภาชนะมารองรับน้ำด่างหยดออกจากรูก้นกระถาง กรองน้ำที่ได้นี้ให้สะอาด นำมาใช้เป็นสารช่วยติดสี น้ำปูนใส
และน้ำด่างจะช่วยลดความเหม็นของเนื้อครามได้ด้วยนะจ๊ะ จะสังเกตได้ว่า ทุกอย่างต้องสะอาด ทำลวก ๆ ไม่ได้เพราะไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยว
อ๊ะอิอิ
การย้อมผ้า เอาล่ะถึงเวลาแล้ว หลังจากได้เนื้อครามพร้อมแล้ว
น้ำถ่างขี้เถ้าจากการเผาต้นมะละกอแห้งก็พร้อมสรรพ เราจะย้อมผ้ากันแล้วจ๊ะ ให้นำเนื้อครามมาผสมให้เข้ากับน้ำด่างจากขี้เถ้าต้นมะละกอ 1 แกลลอน
นำไจไหมลงขยำ 200 ครั้ง ตากลมให้แห้ง หากสีไม่เข้ม
ให้นำไปขยำอีก 200 ครั้ง 3 รอบ
สีจะเข้มและติดทนนาน
กล้ามเนื้อมือและแขนต้องแข็งแรงไม่น้อยเลยนะจ๊ะ
ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณยายท่านนึงใกล้
ๆ กับหมู่บ้านพ่ออาจ
ขออภัยจำชื่อคุณยายไม่ได้
คุณยายบอกว่าการทำเนื้อครามนั้นไม่ง่าย
เนื้อครามถ้าเราตีในวันที่เรามีประจำเดือน ด้วยความที่ร่างกายมีไอร้อน ครามจะตาย
ไม่เกิดเป็นเนื้อครามหรอกนะ
คุณยายมีวิธีแก้ครามตาย
โดยใช้เปลือกสัปปะรดเป็นสารช่วยให้ครามเป็นขึ้นมา
คุณยายท่านนี้ทำอาชีพนี้มาตั้งแต่สาว ๆ และท่านบอกว่า ดูท่าเด็ก ๆ
รุ่นใหม่ไม่มีใครสืบทอดเลย
ผู้เขียนก็ว่าน่าเสียดายภูมิปัญญาเหล่านี้ เอ้า ผู้ใดสนใจลองเดินทางไปแถวภาคอีสานนะ ยังมีหลายชุมชนหลายหมู่บ้านเลยที่เค้ายังทำย้อมผ้าครามกันอยู่ เช่น จังหวัดกาฬสินธิ์ อุดรธานี อุบลราชธานี ลองสืบค้นดูนะ โควิดหายระบาดแล้วไปลงพื้นที่ศึกษากันนะจ๊ะ รับรองสนุกกว่าที่นั่งอ่าน Blog มากมายจ๊ะ
แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ
TO BE CONTINUE








